ในเส้นทางการค้าของประเทศไทยในสมัยโบราณนั้นต้องย้อนกลับไปกันไกลมาก ๆ เลยทีเดียว โดยหลักฐานส่วนใหญ่ที่เรามีในตอนนี้ทราบว่าเส้นทางแรก ๆ ที่เราได้ทำการค้าด้วยก็คือประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น หรือในช่วง 400 ปีก่อนพุทธศักราชที่พระเจ้าอโสกได้ส่งคนไปทำการติดต่อการค้าด้วยระหว่างจีน และอินเดีย ด้วยการเดินเรือทางทะเลผ่านแม่น้ำคงคา และเดินทางบนบกผ่านทางตอนเหนือของพม่า ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีอันตรายพอสมควร ไม่นานประเทศจีนก็ทำการขยายเส้นทางเดินเรือในแถบทะเลใต้ทำให้สามารถทำการค้ากันได้ง่ายขึ้นอย่างมาก แต่ไม่นานก็เกิดนักก็เริ่มมีโจรสลัดเข้ามาชุกชุมจนทำให้การค้าระหว่างประเทศเกิดหยุดชะงักลงเป็นผลให้ต้องสร้างเส้นทางใหม่ขึ้นมา ได้แก่เส้นทางจากกระบุรีปเขาสามแก้ว จากพังงาไปอ้าวบ้านดอน และกระบี่ไปนครสวรรค์

ถ้าจะพูดว่าการค้าในสมัยใดรุ่งเรืองสุดคงจะต้องตอบว่าเป็นสมัยกรุงศรีอยุธยา ถือเป็นยุคที่ไทยเรามีการค้าที่เข้มแข็ง มีชาวยุโรปเดินทางมาแลกเปลี่ยนของล้ำค่าต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสามารถหาหลักฐานได้ทั่วไปถือเป็นการค้าช่วงแรก ๆ ที่ได้ทำกับชาวยุโรปอย่างเป็นทางการ ในขณะที่ผ่านมาอาจจะมีบ้างเป็นขาจรที่เดินทางมาในนามของพ่อค้า ไม่ใช่ในนามของประเทศ ปัจจุบันนี้ไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกอันดับต้น ๆ ของอาเซียนในเดือน 2546 มีการส่งออกคิดเป็นมูลค่ากว่า 65,750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็ฯสินค้าทางการเกษตร และสินค้าอุตสหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะยางพารา และอาหารกระป๋อง รวมถึงอุปรกณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ

ประเทศไทยเรานั้นมีแผนที่จะสร้างตลาดการส่งออกให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรอบรับการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น  และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ในนขณะที่ไทยกำลังอยู่ในระหว่างการตกลงกับจีน เพื่อสร้างเส้นทางสายใหม่แห่งใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง โดยเส้นทางสายไหมนี้ เป็นการสร้างรางรถไฟความเร็วสูงจาก ประเทศไทย – จีน โดยจะเริ่มสร้างเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่เส้นทางจากกรุงเทพมหานคร ไปนครสวรรค์ ด้วยทุนสร้างรวมเกือบ 2 แสนล้านบาท ถือเป็นการใช้ทุนก่อสร้างที่เยอะที่สุดในแถบอาเซียน

เมื่อทางรถไฟนี้สร้างเสร็จเมื่อไหร่จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวจากอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้ ซึ่งประกอบไปด้วย ไทย จีน เวียดนาม เมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งจะเป็นการนำพาความเจริญให้กับประเทศเป็นอย่างมากโดยฐานะในอุตสหกรรมท่องเที่ยวที่นักเดินทางสามารถมีเส้นทางในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการสร้างรางรถไฟครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนที่มหาศาลอย่างมาก แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนมันจะต้องคุ้มค่ามากกว่าแค่การท่องเที่ยวอย่างแน่นอน