เชื่อได้ว่าหลายคนคงจะคุ้นหูกับโฆษณาทั้งในยูทูปและโทรทัศน์เชิญชวนให้คนที่มีของไม่ได้ใช้หรือของมือสองมา

เชื่อได้ว่าหลายคนคงจะคุ้นหูกับโฆษณาทั้งในยูทูปและโทรทัศน์เชิญชวนให้คนที่มีของไม่ได้ใช้หรือของมือสองมาฝากขายผ่านในเว็บไซต์ “ Kaidee.com” ซึ่งแต่ก่อนใช้ชื่อ dealfish  และ olx แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่ากับ Kaidee.com ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการใช้ชื่อทับศัพท์ภาษาไทย ทำให้คนรู้สึกเคยชินและจดจำได้ง่าย

แนวคิดการทำเว็บไซต์ Kaidee.com มาจากความเชื่อที่ว่าของมือสอง หรือของที่ไม่ได้ใช้งานจะส่งผลให้ชีวิตดีขึ้น เพราะการที่เรานำของที่ไม่ได้ใช้ออกมาขาย ก็จะทำให้เราได้เงินกลับมา บางครั้งสิ่งของที่เราคิดว่าใช้ไม่ได้แล้วแต่เชื่อเถอะว่าสามารถขายได้อย่างแน่นอน อย่างเช่น ลำโพงที่พังแล้ว เปิดไปก็ไม่มีเสียง เมื่อโพสลงขายใช้เวลาแค่ 30 นาที ก็มีคนมาติดต่อขอซื้อพร้อมรับของถึงที่

กลยุทธ์ที่ Kaidee.com นำมาใช้คือการสื่อสารคุณค่าไปสู่มือผู้บริโภค ซึ่งขายดียิ่งมั่นในนโยบายที่ต้องการให้ผู้ซื้อกับผู้ขายได้มาเจอกัน นัดดูสินค้ากันก่อนในที่สาธารณะ ถ้าถูกใจจึงค่อยตกลงซื้อขายพร้อมรับสินค้ากลับไป ไม่ควรที่จะสั่งสินค้าและจัดส่งของทางไปรษณีย์หรือโอนเงินให้กันก่อน เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งสองฝ่าย หลายครั้งที่มักเกิดปัญหาสินค้าที่เห็นในรูปกับของจริงไม่เหมือนกัน หรือโอนเงินแล้วไม่ได้รับของ เป็นต้น

อย่างที่ทราบก่อนแล้วว่าขายดีเป็นเว็บไซต์ที่ขายของมือสอง ฉะนั้นการนำสินค้ามาขายต้องเป็นของที่ไม่ได้ใช้แล้วเท่านั้น เพราะคนซื้อจะนึกได้เสมอว่าหากต้องการของมือสองต้องเข้าไปที่ Kaidee.com เท่านั้น ถึงจะได้ของตามที่ต้องการ และนั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่า Kaidee.com สร้างความพิเศษและแตกต่างในตลาดขายของออนไลน์อย่างชัดเจน

สำหรับการสื่อสารที่ Kaidee.com พยายามสื่อให้ผู้บริโภครู้จัก มีทั้งการใช้สื่อผ่านทาง online และ offline ด้วยการวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น คนต่างจังหวัดส่วนมากจะเสพสื่อทางโทรทัศน์มากกว่าการเข้าดูอินเตอร์เน็ต ดังนั้นการเลือกใช้สื่อ offline จะสามารถเข้าถึงได้มากกว่า ส่วนสื่อ online อย่างพวก social และ search google จะตรงกับกลุ่มเป้าหมายคนเมือง ที่มีทั้งวัยทำงานและเด็กวัยรุ่น การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคไม่เพียงแต่เข้าตรงกลุ่ม ยังนำไปสู่การพัฒนาบริการใหม่ๆได้อีกด้วย

นอกจากนั้นแล้ว Kaidee.com ได้ให้บริการในรูปแบบแอพพลิเคชั่น  Kaidee.com จากเริ่มต้นที่มีแค่ใน Desktop อย่างเดียว การเพิ่มแอพเข้ามาจะช่วยลดขั้นตอนการลงประกาศขาย สามารถทำได้ง่ายขึ้น มีสมาร์ทโฟน เครื่องเดียวก็ทำได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้การซื้อขายเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วแถมการลงรูปก็ไม่ยุ่งยากเพราะถ่ายในสมาร์ทโฟนก็โพสขึ้นขายได้ทันที